DELECTABLE CUISINES

คิง เพาเวอร์ อาณาจักรแห่งความสุขที่ไม่รู้จบของนักเดินทาง ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะรังสรรค์ประสบการณ์เหนือระดับที่หาไม่ได้จากที่ไหน มาให้นักเดินทางได้สัมผัส นอกจากประสบการณ์การช้อปปิ้งที่หลายคนคุ้นเคย “คิง เพาเวอร์ รางน้ำ โฉมใหม่” ยังพร้อมเปิดประสบการณ์มื้ออาหารแสนอร่อยจากทั่วไทยและทั่วโลก รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับ
THAI TASTE HUB @KING POWER RANG NAM
THAI TASTE HUB @KING POWER RANG NAM

คิง เพาเวอร์ อาณาจักรแห่งความสุขที่ไม่รู้จบของนักเดินทาง ไม่เคยหยุดนิ่งที่จะรังสรรค์ประสบการณ์เหนือระดับที่หาไม่ได้จากที่ไหน มาให้นักเดินทางได้สัมผัส นอกจากประสบการณ์การช้อปปิ้งที่หลายคนคุ้นเคย “คิง เพาเวอร์ รางน้ำ โฉมใหม่” ยังพร้อมเปิดประสบการณ์มื้ออาหารแสนอร่อยจากทั่วไทยและทั่วโลก รองรับทุกไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตอย่างเหนือระดับ

อรรถรสใหม่ที่ คิง เพาเวอร์ ตั้งใจมอบให้ลูกค้าคนสำคัญ ที่ไม่ว่าจะมีแผนการเดินทางหรือไม่มี ก็สามารถมาสัมผัสประสบการณ์แสนอร่อยกันได้ พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักชิมตั้งแต่บริเวณคราวน์เอเทรียม ชั้น 1 กับร้านเครื่องดื่มชื่อดัง 2 ร้าน ได้แก่ Starbucks ที่ออกแบบได้โดดเด่นสวยงามสะดุดตาในสไตล์ Asian Contemporary ควงคู่มากับ Peace Oriental Teahouse ร้านชาบรรยากาศชวนนั่งจิบชาผ่อนคลายอิริยาบถ แต่ถ้าอยากจัดเต็ม ไปให้สุดทั้งของคาวและของหวาน แนะนำให้กดลิฟต์ขึ้นมาที่ชั้น 3 พื้นที่แห่งความสุขอันเปี่ยมไปด้วยรสชาติที่หลากหลายจากร้านดังทั่วฟ้าเมืองไทย ที่คัดสรรอย่างพิถีพิถันจนได้สุดยอดร้านอาหารที่พลาดไม่ได้สักร้าน โดยในชั้นนี้จะแบ่งออกเป็น 2 โซนด้วยกัน ประกอบด้วยโซน Restaurants ที่มีร้านอาหารและคาเฟ่สุดชิคที่นาทีนี้ใครๆ ก็ต้องไปเช็กอิน และโซน Thai Taste Hub รวมร้านอาหารแนวสตรีตฟู้ดชื่อดังที่เอ่ยชื่อมาใครๆ ก็รู้จัก
THAI TASTE HUB @KING POWER RANG NAM
THAI TASTE HUB @KING POWER RANG NAM
เริ่มจากโซน Restaurants ถือเป็นการรวมตัวครั้งสำคัญของร้านฮิปแอนด์ฮิตสุดๆ ในเวลานี้ ที่ใครยังไม่เคยไปถือว่าเอาต์ นำทีมมาโดย Pinkberry โฟรเซนโยเกิร์ตชื่อดังสุดพรีเมียมจากสหรัฐอเมริกา, KOI Thé ร้านชาชื่อดังจากไต้หวัน, Make Me Mango คาเฟ่มะม่วงสุดฮ็อตจากท่าเตียน, QQ Dessert ร้านขนมหวานจากไต้หวัน, PABLO Mini ชีสทาร์ตอันดับหนึ่งจากโอซาก้า, Nara ร้านอาหารไทยร่วมสมัยสไตล์ Fine Dining, Brekkie ร้านอาหารเพื่อคนรักสุขภาพ, Nantsuttei Ramen ราเมนต้นตำรับจากญี่ปุ่น และ El Gaucho Argentinian Steakhouse สเต็กเฮาส์คุณภาพเนื้อระดับพรีเมียม ส่วนใครที่เป็นสาวกร้านอาหารในตำนาน จากนี้ไม่ต้องฝ่ารถติดให้เหนื่อย แวะมาที่ Thai Taste Hub คัดสรร 17 ร้านอาหารชื่อดังในหมู่คนไทยและชาวต่างชาติมาไว้ในที่เดียว ไม่ว่าจะเป็น ห่านท่าดินแดง, Thai Street Food by Asian Corner, กุ้งเผาอยุธยา, ข้าวขาหมูจุฬา สามย่าน, ลูกชิ้นปลาบรรทัดทอง, ก๋วยจั๊บฮ่องเต้, รองเมืองเกาเหลา, ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี, การิม โรตี มะตะบะ, Farmfactory, Dim Sum Bistro by Chef Pom, เอี๊ยงออเฮ่าชือ, HOT FRIED by the Emerald 1992, ขนมครกประมวล มีศิลป์, All Coco, ละมัย หอยทอดเยาวราช และ ไทยสกาล่า หูฉลามงานนี้นอกจากแต่ละร้านจะงัดไม้เด็ดเพื่อโชว์ความเป็นเจ้าตำรับอย่างสุดฝีมือแบบไม่มีใครยอมใครแล้ว พื้นที่ภายในโซน Thai Taste Hub ยังน่านั่งด้วยการจำลองบรรยากาศแต่ละร้านให้เหมือนอยู่ในห้องแถวแบบไทยๆ ผสมผสานสไตล์โมเดิร์น ส่วนแต่ละร้านจะมีไม้เด็ดขนาดไหน ขอเชิญทุกท่านตามไปพิสูจน์ความอร่อยกันได้ ที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เท่านั้น #ไม่บินก็กินได้ #TheNewKingPowerRangnam
 
STARBUCKS
STARBUCKS

1. STARBUCKS

ใครที่เป็นคอกาแฟ หรือแฟนคลับหลากหลายเมนูเครื่องดื่มของ “สตาร์บัคส์” อย่าลังเลที่จะแวะมาสาขาน้องใหม่แห่งนี้ ที่ยังคงคอนเซ็ปต์คาแร็กเตอร์เรียบเท่อันเป็นเอกลักษณ์ไว้ไม่มีตกหล่น พร้อมเพิ่มบรรยากาศชวนนั่งด้วยการออกแบบให้คล้ายเป็นเรือนกระจก ในส่วนของรายการเครื่องดื่มและของว่าง สาขานี้ยกขบวนเครื่องดื่ม ขนมปัง แซนด์วิช และเค้ก มามอบความอร่อยให้แบบเต็มอัตราศึก ที่สำคัญ ยังมาพร้อม Bangkok Signature Coffee Tumbler เอ็กซ์คลูซีฟทัมเบลอร์ที่มีขายเฉพาะที่สาขา คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เท่านั้น ด้วยลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์สะท้อนความงามยามราตรีของกรุงเทพฯ ผ่านสถานที่สำคัญอย่างสถานีรถไฟหัวลำโพง เสาชิงช้า และสัญลักษณ์ของเมืองไทยอย่างรถตุ๊กๆ เท่านั้นยังไม่พอ ยังมาพร้อมประสบการณ์การดื่มกาแฟเย็นเหนือระดับให้คอกาแฟได้ฟินเวอร์ กับ 2 เมนู Cold Brew ที่คัดสรรเมล็ดกาแฟคุณภาพเยี่ยม Cold Brew Blend สูตรเฉพาะสำหรับการสกัดกาแฟแบบเย็น ที่ใช้เวลา 14 ชั่วโมงเพื่อดึงรสชาติและกลิ่นหอมของเมล็ดกาแฟออกมาให้มากที่สุด มีให้เลือก 2 แบบ 2 สไตล์ คือ Black Cold Brew (130 / 145 / 160 บาท) ที่ให้รสเข้มของกาแฟแบบเต็มๆ แก้ว หรือจะเลือก Vanilla Sweet Cream (145 / 160 / 175 บาท) ที่ใช้ Cold Brew ตัวเดิม แต่เพิ่มความหวานมันด้วยไซรัปวานิลลาที่ก้นแก้ว ก่อนท็อปด้านบนด้วยวิปครีม แต่ถ้าใครกำลังมองหารสชาติพิเศษยิ่งไปกว่านั้น แนะนำ Nitro Cold Brew (165 / 185 บาท) กาแฟสกัดเย็นนำไปอัดผสานด้วยไนโตรเจน เสิร์ฟจากแท็ปให้ได้เนื้อสัมผัสกาแฟที่มีฟองครีมละเอียดนุ่มคล้ายเบียร์ แต่มีรสชาติหอมหวานของกาแฟอันเป็นเอกลักษณ์ สามารถดื่มเป็นกาแฟดำแบบเย็นได้โดยไม่ต้องใส่น้ำแข็ง
PEACE ORIENTAL TEAHOUSE
PEACE ORIENTAL TEAHOUSE

2. PEACE ORIENTAL TEAHOUSE

สังคมเมืองที่วุ่นวาย ถูกหยุดเวลาลงได้ ณ คาเฟ่ชาแห่งนี้ ที่ใช้เสน่ห์ของความเนิบช้ามาเพิ่มอรรถรสในการดื่มชาได้อย่างน่าหลงใหล นับตั้งแต่ “Peace Oriental Teahouse” เปิดตัวครั้งแรกเมื่อปีค.ศ. 2015 ที่ย่านเอกมัย ก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี ด้วยทุกองค์ประกอบของร้านที่ลงตัวสะท้อนจิตวิญญาณของคนรักชาออกมาได้อย่างกลมกล่อม มาพร้อมเมนูเครื่องดื่มและขนมหวานที่คอชาเห็นแล้วห้ามใจไม่อยู่ พิถีพิถันตั้งแต่การคัดสรรใบชาคุณภาพดีจากแหล่งปลูกชาชั้นนำ พร้อมเสิร์ฟในแบบต้นตำรับ มีใบชาให้เลือก 3 เกรด ได้แก่ Purist, Idealist และ Perfectionist ราคาเริ่มต้นที่ 180 บาท 220 บาท และ 450 บาทขึ้นไป นอกจากเสิร์ฟชาร้อนแบบดั้งเดิมแล้ว ทางร้านยังได้ครีเอตเมนูเครื่องดื่ม เพื่อให้เข้ากับไลฟ์สไตล์คนยุคปัจจุบัน โดยแบ่งเครื่องดื่มที่ขายเป็น 3 ประเภท เริ่มจาก Clear (120 บาท ทั้งร้อนและเย็น) ชาใสชงน้ำที่มีให้เลือกทั้งชาเขียวมัตฉะ เซนฉะ โฮจิฉะ และชาอู่หลงไต้หวัน หยันฉา และตันฉง ประเภทต่อมา คือชานม หรือที่ทางร้านเรียกว่า Pastel (140 บาท ทั้งร้อนและเย็น) โดยมีให้เลือกทั้งชาเขียวมัตฉะ และชาเขียวคั่วไฟโฮจิฉะ สุดท้ายคือ Herbal หรือเครื่องดื่มที่ไม่ใช่ชา (ชงใส 120 บาท / ใส่นม 140 บาท / ปั่น 180 บาท) ทั้งน้ำส้มยูซุ โยเกิร์ตน้ำผึ้ง และน้ำขิงผสมน้ำผึ้ง สำหรับเมนูของหวาน ที่พลาดไม่ได้ คือ Koicha Cream (285 บาท) ไอศกรีมนมเนื้อเนียนวางอยู่บนชาเขียวมัตฉะตีข้น และ Matcha Extremist (285 บาท) ไอศกรีมชาเขียวมัตฉะรสเข้ม ด้านนอกเคลือบด้วยแผ่นชาร์โคลบางกรอบ เสริมทัพด้วยอีกหลากหลายเมนู อาทิ ฝอยทอง ข้าวเหนียวมูน และโมจิซากุระอันเลื่องชื่อ ที่ลงตัวราวกับคู่สร้างคู่สมเมื่อจับคู่กับชาร้อน
PINKBERRY
PINKBERRY

3. PINKBERRY

“Pinkberry” ขยายความอร่อยมาเอาใจคนเมืองที่รักสุขภาพ กับสาขาน้องใหม่ใน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ที่ยังคงคอนเซ็ปต์สดใสให้อารมณ์เหมือนนั่งชิลล์อยู่ริมชายหาด สบายตาด้วยโทนสีสดใส เพิ่มพื้นที่สีเขียวให้ชวนนั่ง ด้วยคุณภาพและรสชาติของโฟรเซนโยเกิร์ตเนื้อเบา แต่ยังเต็มไปด้วยรสชาติโยเกิร์ตที่เข้มข้น ปราศจากไขมัน ทำให้ใครได้ชิมล้วนตกหลุมรัก ซึ่งนอกจากรส Original ที่หลายคนเห็นแล้วอดใจไม่อยู่ ยังมีรส Pomegranate, Wild Berry, Vanilla Bean, Dark Chocolate และใหม่ล่าสุดกับรส Peanut Butter รวมทั้งรสชาติอื่นๆ ที่หมุนเวียนมาเสริมทัพสร้างความอร่อยไม่รู้จบในแต่ละฤดูกาล สำหรับโฟรเซนโยเกิร์ตของ Pinkberry ไม่ว่าจะกินเพลินๆ หรือเติมท็อปปิ้งก็อร่อยไม่แพ้กัน ขึ้นอยู่กับความชอบส่วนบุคคล ใครที่ชอบความแปลกใหม่ แนะนำให้เพิ่มความสนุก ฉีกกรอบความคุ้นเคยด้วยการเพิ่มท็อปปิ้งซึ่งทางร้านจัดทัพมาเต็มจนเลือกแทบไม่ถูก ไม่ว่าจะเป็นผลไม้สด อาทิ สตรอว์เบอร์รี่ ทับทิม กีวี มะม่วง องุ่น และท็อปปิ้งอีกมากมาย อาทิ กราโนล่า ถั่ว คุกกี้ และเฮเซลนัต ซึ่งลูกค้าสามารถเลือกเติมท็อปปิ้งได้ตามแพ็กเกจที่ทางร้านจัดไว้บริการ สำหรับเมนูที่ไม่ควรพลาด เพราะเป็นเอ็กซ์คลูซีฟที่หาไม่ได้ที่ไหน นอกจากที่สาขา คิง เพาเวอร์ รางน้ำ เท่านั้น คือ Mango Madness สมูตตี้ที่ใครเห็นต้องขอลอง ทีเด็ดอยู่ที่การนำโยเกิร์ตซึ่งเป็นพระเอกของร้านมาปั่นกับมะม่วงและสับปะรดจนเข้ากัน จากนั้นท็อปด้านบนด้วย Mango Popping Boba ไข่มุกรสมะม่วงที่ถึงภายนอกจะนุ่มหนึบ แต่เมื่อกัดลงไปจะมีน้ำหวานไหลออกมา ดื่มแล้วสดชื่นสุดๆ
KOI Thé
KOI Thé

4. KOI Thé

มาถึง “KOI Thé” ก่อนที่จะลิ้มลองเมนูยอดฮิตที่ใครๆ ก็ติดใจอย่างชานมไข่มุก แนะนำให้ลองเมนูใหม่แกะกล่องที่เอ็กซ์คลูซีฟเฉพาะที่สาขานี้เท่านั้น อย่าง Handmade Café Series ซีรีส์กาแฟที่มีให้เลือกถึง 3 แบบ 3 สไตล์ เริ่มจาก Café Macchiato (95 / 115 บาท) กาแฟรสกลมกล่อมที่มาพร้อมฟองครีมหนานุ่ม หวานมัน พอยกจิบยิ่งดื่มด่ำกับรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของกาแฟที่ค่อยๆ ซึมผ่านฟองครีมหวานละมุนเข้าปาก ถัดมาคือ Golden Bubble KOI Café (90 / 110 บาท) ทีเด็ดอยู่ที่กาแฟรสกลมกล่อม เพิ่มเติมคือ ไข่มุกคาราเมลเม็ดจิ๋ว แต่รสสัมผัสแจ๋ว นุ่มหนึบตามแบบฉบับไต้หวัน ปิดท้ายด้วย KOI Café (80 / 100 บาท) เอาใจคอกาแฟให้ได้ดื่มด่ำกับรสชาติกลมกล่อมของกาแฟแบบเพียวๆ ไม่ต้องง้อฟองนมหรือไข่มุก นอกจากซีรีส์กาแฟแล้ว ยังมีอีกหลากหลายเมนูน่าลอง อาทิ Golden Bubble Milk Tea (70 / 90 บาท), Matcha Latte (80 / 100 บาท) หรือจะเป็น Black Tea Macchiato (60 / 80 บาท) ชาอัสสัมรสเลิศท็อปด้วยฟองครีมหนานุ่ม ทั้งนี้ทุกเมนูของทางร้าน ลูกค้าสามารถปรับระดับความหวานได้ตามความชอบ แถมยังเลือกเติมท็อปปิ้งได้ตามใจ นอกจากไข่มุกคาราเมล ยังมีอโลเวร่า และกราสเจลลี่ ส่วนใครที่สงสัยในความอร่อยที่ไม่เหมือนใครของไข่มุกคาราเมลร้านนี้ รับรองว่า รู้แล้วต้องว้าว เพราะไม่เพียงไข่มุกคาราเมลที่นี่จะต้มสดใหม่ทุกวัน แต่หากต้มทิ้งไว้นานเกิน 1 ชั่วโมง 30 นาที แล้วยังขายไม่หมด ทางร้านยอมตัดใจทิ้งแบบไม่เสียดาย เพื่อส่งมอบรสชาติที่ดีที่สุดให้ลูกค้า ใครที่อยากลองสัมผัสหลากหลายเมนูเครื่องดื่มที่คุ้นเคย แต่มาพร้อมกิมมิคที่น่าสนใจ แวะมาได้ที่ KOI Thé ก่อนกลับอย่าลืมถ่ายภาพกับ Golden Bubble KOI Café ถ้วยยักษ์ที่ตั้งอยู่หน้าร้าน กลับไปเป็นของแถม
MAKE ME MANGO
MAKE ME MANGO

5. MAKE ME MANGO

“Make Me Mango” คาเฟ่มะม่วงสุดน่ารักที่ซ่อนตัวอยู่ในย่านท่าเตียน พร้อมแล้วที่จะกระจายความสุขครั้งใหม่ให้คนรักมะม่วงได้อิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูมะม่วงที่เห็นแล้วยากจะห้ามใจ ชวนประทับใจตั้งแต่บรรยากาศร้านที่ออกแบบมาได้อย่างอบอุ่น น่ารัก เรียกความสดใสด้วยโทนสีเหลืองสด ซิกเนเจอร์เมนูที่มาแล้วท้าให้ลอง เริ่มจากเอ็กซ์คลูซีฟเมนูที่มีขายเฉพาะที่ คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ได้แก่ Hot Plate Grilled Mango (235 บาท) ข้าวเหนียวมะม่วงปิ้งกระทะร้อนที่แรกและที่เดียวในประเทศไทย ไฮไลต์ของเมนูนี้คือรสสัมผัสของทั้งมะม่วงและข้าวเหนียวมูนที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร เพราะนำไปเซียร์เล็กน้อยก่อนเสิร์ฟมาในกระทะร้อน ราดด้วยน้ำกะทิ ซึ่งตอนยกมาเสิร์ฟยังเดือดปุดๆ รับประทานคู่กับกล้วยฝานเป็นชิ้นพอดีคำผัดกับเนย เข้ากันอย่างไม่น่าเชื่อ ถัดมา คือ Mango Sticky Rice Toast (225 บาท) โทสต์ข้าวเหนียวมะม่วงแบบไทยๆ ที่ทำจากขนมปังปิ้งชิ้นหนาทาเนยและสอดไส้ข้าวเหนียวมูนด้านใน เสิร์ฟพร้อมมะม่วงน้ำดอกไม้ ซึ่งเป็นพระเอกในทุกเมนู คู่กับไอศกรีมวานิลลา และน้ำกะทิ แทนที่จะเป็นไซรัป เพราะเจ้าของร้านพิสูจน์แล้วว่า น้ำกะทินั้นเข้ากันได้ดีกับเมนูนี้ที่สุด อีกเมนูน่าลอง คือ Make Me Mango (235 บาท) เอาใจคนรักข้าวเหนียวมะม่วงให้อิ่มอร่อยเต็มคำ เพิ่มเติมคือ หน้าสังขยา และแพนนาคอตต้านมสด เสิร์ฟพร้อมซอสมะม่วงปั่น ไอศกรีมมะม่วง น้ำกะทิ และถั่วทอง เมนูนี้อร่อยเพลินจนลืมนับแคลอรีกันเลยทีเดียว นอกจากเมนูมะม่วงแล้ว ทางร้านยังมีเมนูขนมหวานอื่นๆ ให้ลิ้มลอง อาทิ Tiramisu, Chocolate Lava, Banoffee Sundae และเมนูเครื่องดื่มอีกมายมายให้บริการด้วย
QQ DESSERT
QQ DESSERT

6. QQ DESSERT

กลายเป็นอีกหนึ่งจุดนัดพบของสาย (ขนม) หวานแต่เฮลตี้ไปแล้ว สำหรับร้านขนมหวานสุดเก๋จากไต้หวัน “QQ Dessert” ที่มาพร้อมคอนเซ็ปต์ดีต่อสุขภาพ ชูจุดเด่นด้วยรสชาติไม่หวานมาก พร้อมสร้างความสนุกให้ทุกเมนูด้วยกองทัพท็อปปิ้งสุดเฮลตี้ เอ็กซ์คลูซีฟเมนูที่มาแล้วห้ามใจไม่อยู่ คือ Mango Grass Jelly เมนูน้ำแข็งใสที่มีเฉาก๊วยไต้หวันเนื้อนุ่มเป็นเบส เพิ่มรสชาติด้วยน้ำสมุนไพร เสิร์ฟพร้อมไอศกรีมมะม่วงอกร่อง เนื้อมะม่วง สาคู และทาโร่บอล ซึ่งทำจากเผือกและมันหวานชิ้นพอดีคำ ให้เท็กซ์เจอร์นุ่มหนึบเคี้ยวเพลิน ราดด้วยซอสมะม่วง หวานเย็นชื่นใจ อีกเมนูที่ห้ามพลาด คือ ไอศกรีมทุเรียน ท็อปด้วยทาโร่บอล มะพร้าวกะทิ และ Brown Sugar Jelly เยลลี่นุ่มหนึบที่ทำจากน้ำตาลแดงของไต้หวัน อร่อยเพลินจนหมดชามไม่รู้ตัว ส่วนใครที่คิดถึงเมนูยอดนิยมอื่นๆ มาที่นี่ก็ฟินได้ครบเซ็ต ทั้ง Grass Jelly Series เมนูน้ำแข็งใสที่มิกซ์กับหลากหลายท็อปปิ้ง ทั้งพระเอกของร้านอย่างทาโร่บอล ลำไยสีทอง เผือกกวน ถั่วแดงกวน เจลลี่เก็กฮวย และธัญพืชอีกหลากหลายชนิดอย่างลงตัว เสิร์ฟพร้อมนมสดเพื่อเพิ่มความหวานมันหรือจะเป็น Tofu Pudding Series พุดดิ้งเต้าหู้เสิร์ฟแบบร้อนพร้อมท็อปปิ้ง ลูกค้าเลือกได้ว่าจะราดน้ำเต้าหู้หรือไซรัปสมุนไพร อีกเมนูที่ไม่อยากให้พลาดคือ Taiwanese Fig Jelly ทีเด็ดอยู่ที่เยลลี่ลูกฟิกที่ไม่ต้องง้อเจลาติน แค่ล้างน้ำ เมือกจากลูกฟิกก็จะกลายเป็นเยลลี่ โปะด้วยน้ำแข็งใส ราดด้วยซอสน้ำผึ้งมะนาว ท็อปด้วยไข่มุกไต้หวัน ก็กลายเป็นเมนูเรียกความสดชื่นดับกระหายได้เป็นอย่างดี
PABLO MINI
PABLO MINI

7. PABLO MINI

สาวกคนรักชีสทาร์ตจากโอซาก้าพลาดไม่ได้ เมื่อ “PABLO” เจ้าของตำนานชีสทาร์ตสีเหลืองสดอันเป็นเอกลักษณ์ พร้อมแล้วที่จะสร้างปรากฏการณ์ความอร่อยครั้งใหม่ กับ “PABLO Mini” บนชั้น 3 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ที่นอกจากจะยกขบวนเมนูซิกเนเจอร์อย่างมินิชีสทาร์ต ทั้งมินิชีสทาร์ตรสออริจินัลรสช็อกโกแลต และรส Rich & Creamy Uji Matcha มาเสิร์ฟความอร่อยแล้วยังเปิดตัวพาโบลมินิชีสทาร์ตรสใหม่แกะกล่องอย่าง Rich & Creamy Strawberry ที่ให้ความอร่อยของชีสแสนเข้มข้นเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือความหอมของสตรอว์เบอร์รี่แบบเต็มๆ คำ ส่วนใครที่ยังตัดใจไม่ลงกับ Freshly Baked Cheese Tart ชีสทาร์ตออริจินัลก้อนโตขนาด 1 ปอนด์ ที่อบใหม่สดจากเตาทุกวัน ยังตามมาอร่อยที่สาขานี้ได้ ยกเว้นถ้ามองหา Freshly Baked Matcha Cheese Tart with Shiratama & Azuki ชีสทาร์ตรสชาเขียวมัตฉะอัดแน่นด้วยไส้จากถั่วแดงและแป้งโมจิชิ หรือ Freshly Baked Chocolate Cheese Tart ชีสทาร์ตรสช็อกโกแลตสอดไส้ช็อกโกแลตเต็มคำ อาจต้องสั่งล่วงหน้า 1 วัน นอกจากเมนูชีสทาร์ตที่ขึ้นชื่อลือชาแล้ว PABLO Mini ยังยกทัพเมนูยอดฮิตของพาโบลมาให้ลิ้มลองอีกเพียบ ทั้งเมนู Soft Serve Ice Cream ที่มีให้เลือก 2 รสชาติ คือ Cheese Soft Serve และ Matcha Cheese Soft Serve ตลอดจนPABLO Sundae Chocolate และ Strawberry นอกจากนี้ยังมี Cheese Millefeuille และ Sabrel Cheese ที่มีทั้งรสชีสและรสมัตฉะให้เลือกซื้อกลับไปอร่อยต่อที่บ้าน พร้อมของพรีเมียมสุดน่ารักควรค่าแก่การสะสม จัดทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อสาขา คิง เพาเวอร์ รางน้ำ โดยเฉพาะ
NARA
NARA

8. NARA

แค่แรกเห็น “Nara” ก็ชวนให้สะดุดตา ด้วยบรรยากาศการแต่งร้านในสไตล์ไทยร่วมสมัย ผสมผสานระหว่างความโมเดิร์นเข้ากับบ้านเรือนไทยในสมัยโบราณได้อย่างลงตัว คุมโทนให้ดูเรียบหรู แต่น่าค้นหา ด้วยการเลือกใช้สีเบจและสีม่วง ตกแต่งด้วยงานหัตถกรรมอันทรงคุณค่าของไทย พร้อมแล้วที่จะต้อนรับนักชิมจากทั่วโลกให้มาลิ้มลองอาหารไทยรสเลิศที่ส่งต่อวิธีการปรุงแสนละเมียดละไมจากรุ่นสู่รุ่น เมนูเอ็กซ์คลูซีฟที่มาแล้วต้องลอง เพราะมีเฉพาะที่สาขานี้เท่านั้น คือ ออเดิร์ฟนาราที่มาในคอนเซ็ปต์ดิน น้ำ และฟ้า ประกอบด้วยทอดมันข้าวโพด และลาบหมูทอดก้อนโตขนาดเท่าลูกปิงปอง แถมยังรสเผ็ดจี๊ดแบบไม่ยอมลดราวาศอก เป็นตัวแทนของดิน สะเต๊ะกุ้ง และพล่าทะเลรสจัดจ้านถึงใจเป็นตัวแทนของน้ำ ปิดท้ายด้วยตัวแทนของฟ้า อย่างไก่ห่อใบเตย เสิร์ฟกับน้ำจิ้มรสเด็ด เรียกน้ำย่อยพอประมาณแล้ว มาจัดหนักกับเมนูปูทะเลผัดผงกะหรี่ ที่รับรองสายปูเห็นแล้วยิ้ม เพราะเสิร์ฟปูทะเลมาทั้งตัว นำลงไปผัดกับผงกะหรี่และไข่จนได้ที่ เพิ่มความหวานมันด้วยนมสด กลมกล่อมลงตัว ต่อด้วยเมนูขาหมูทอด กรอบนอกนุ่มในแบบไม่ได้โม้ เพราะกว่าจะนำไปทอด ต้องผ่านการตุ๋นไม่ต่ำกว่า 4-5 ชั่วโมงเพื่อให้เปื่อย จากนั้นจึงนำไปพักไว้แล้วค่อยมาทอดจนเหลืองกรอบแต่เนื้อไม่กระด้าง เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ด จบของคาวแล้วล้างปากด้วยของหวาน กับไอศกรีมกะทินารา สูตรเฉพาะของทางร้าน เสิร์ฟพร้อมกองทัพเครื่องเคียง 8 อย่าง ได้แก่ ข้าวเหนียวมูนวุ้นมะพร้าว ทับทิมกรอบ ลูกชิด ลอดช่องไทย ขนุน ข้าวโพด และถั่วลิสงอร่อยล้ำเหนือคำบรรยาย
BREKKIE
BREKKIE

9. BREKKIE

ด้วยบรรยากาศที่โปร่ง โล่ง สบายตา และด้วยผนังอิฐเปลือยสีขาวกับเฟอร์นิเจอร์ไม้ที่แสนอบอุ่น พร้อมสร้างกิมมิคบริเวณด้านหน้าร้านด้วยการจัดวางผักผลไม้สด ทำให้ร้านอาหารสุขภาพแห่งนี้ชวนนั่งตั้งแต่แรกเห็น มาถึง “Brekkie” สายเฮลตี้ไม่ต้องคิดมาก เพราะทั้งเมนูอาหารและเครื่องดื่มคัดสรรวัตถุดิบคุณภาพดี ปรุงสดใหม่ แถมยังเลือกใช้น้ำมันมะพร้าวแทนน้ำมันพืช แต่ละเมนูมีตัวชูโรงเป็นซูเปอร์ฟู้ดที่มีคุณค่าทางอาหารสูง นำทีมมาโดยควินัว เมล็ดเจีย อะโวคาโด เมล็ดแฟล็กซ์ ตลอดจนผักและผลไม้ปลอดสารพิษ เอ็กซ์คลูซีฟเมนูที่มีเฉพาะที่นี่แห่งเดียว ได้แก่ Fried Quinoa Holy Basil with Lobster เมนูที่คนไทยคุ้นเคย แต่ยกระดับให้ถูกใจคนรักสุขภาพด้วยการใช้ควินัวมาผัดแทนข้าว เพิ่มรสชาติด้วยซอสสูตรพิเศษที่ทางร้านคิดค้นให้ได้รสจัดจ้านถึงใจ ควงคู่มากับไฮไลต์ของจานอย่างกุ้งล็อบสเตอร์ที่ย่างจนสุกได้ที่ เสิร์ฟกับใบกะเพรากรอบและไข่ออนเซน นอกจากเมนูพิเศษแล้ว ยังมีกองทัพเมนูที่พร้อมฉีกกรอบความคิดที่ว่า เมนูสุขภาพดีต้องไม่อร่อย มาให้ชิมอีกเพียบ เริ่มจาก Roasted Sweet Potatoes เมนูเรียกน้ำย่อย ทีเด็ดอยู่ที่มันหวานออร์แกนิกหั่นเป็นชิ้นพอดีคำนำไปอบ เสิร์ฟพร้อมกระเทียมย่าง เติมรสชาติด้วยผงปาปริกา ถัดมาต้องลอง Avocado Toast ชื่อฟังดูเฮลตี้ แต่ถูกปากสุดๆ ด้วยส่วนผสมที่ลงตัว ทั้งโทสต์นุ่มๆ รับประทานคู่กับแซลมอนรมควันและอะโวคาโดสับ ท็อปด้วยไข่ลวก และที่พลาดไม่ได้คือ Fried Quinoa Tom-Yum with Diced Salmon เมนูเด็ดที่นำต้มยำกุ้งมาเป็นกิมมิค เพิ่มรสจัดจ้านให้ควินัว รับประทานคู่กับแซลมอนหั่นเป็นสี่เหลี่ยมลูกเต๋า ท็อปด้วยไข่ออนเซน อร่อยเลิศจนต้องมาซ้ำ
NANTSUTTEI RAMEN
NANTSUTTEI RAMEN

10. NANTSUTTEI RAMEN

เรื่องราวของร้านราเมนแห่งนี้ชวนเร้าใจตั้งแต่ยังไม่ได้ลิ้มรส เพราะจุดเริ่มต้นมาจากแพชชั่นอันแรงกล้าของบุรุษนามว่า อิชิโร ฟุรุยะ อดีตยากูซ่าที่มีความฝันจะเป็นเจ้าของร้านราเมนให้ได้ จึงดั้นด้นไปร่ำเรียนวิชาจนสามารถคิดค้นน้ำซุปกระดูกหมูที่มีความเข้มข้นกลมกล่อม ที่ผสานเข้ากับเส้นราเมนได้อย่างลงตัว โรยหน้าด้วย “มายุ” น้ำมันกระเทียมย่างสีดำ ซึ่งเป็นสูตรลับเฉพาะ และทันทีที่เปิดร้านสาขาแรกในบ้านเกิดเมืองฮาดาโน ก็สร้างความตื่นตะลึงให้กับผู้คนที่ได้ลิ้มลอง ต่อมายังสามารถครองแชมป์ในการแข่งขันราเมนแชมเปี้ยนได้ถึง 5 ปี ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนนับตั้งแต่มีการแข่งขันกันมา เอ็กซ์คลูซีฟเมนูที่มาถึง “Nantsuttei Ramen” แล้วต้องสั่ง คือ Dragon Tsukemen ราเมนสูตรพิเศษที่คัดสรรเนื้อหมูชั้นดีคลุกเคล้าด้วยเครื่องเทศนำเข้าจากเมืองฮาดาโน ให้รสจัดจ้านสไตล์ญี่ปุ่น เข้ากันได้ดีกับรสชาติอันกลมกล่อมของน้ำซุปกระดูกหมูผสมปลาที่ใช้เวลาเคี่ยว 4-5 ชั่วโมง เสิร์ฟพร้อมเส้นราเมนเหนียวนุ่ม เลือกรับประทานได้ทั้งแบบบะหมี่เย็น หรือจะใส่เส้นราเมนลงไปในน้ำซุป ดีงามคนละแบบ ซิกเนเจอร์เมนูต้องยกให้ Creamy Crab Ramen สุดยอดราเมนที่ปรุงในน้ำซุปทงคัตซึผสมกับครีมนมและเนื้อปูสดพิเศษ ท็อปด้วยหมูชาชูชิ้นใหญ่ และ Tantanmen ทีเด็ดอยู่ที่น้ำซุปกระดูกหมูเข้มข้น เพิ่มรสชาติด้วยงาป่น พริกไทยญี่ปุ่น และน้ำมันรสเผ็ดสูตรเฉพาะ เคี่ยวพร้อมเนื้อหมูบดในน้ำซุปจนเข้ากัน เสิร์ฟพร้อมเส้นราเมน อร่อยเกินห้ามใจ นอกจากนี้ยังมีอีกหลายเมนูที่ไม่ควรพลาด อาทิ ข้าวหน้าหมูชาชูย่างสูตรพิเศษ ราดด้วยซอสหวานสไตล์ญี่ปุ่น เพิ่มความอร่อยยิ่งขึ้นด้วยไข่ลวกออนเซน ข้าวแกงกะหรี่ และเกี๊ยวซ่า เป็นต้น
EL GAUCHO ARGENTINIAN STEAKHOUSE
EL GAUCHO ARGENTINIAN STEAKHOUSE

11. EL GAUCHO ARGENTINIAN STEAKHOUSE

สุดยอดสเต็กเฮาส์ในสไตล์อาร์เจนตินา “El Gaucho Argentinian Steakhouse” บนชั้น 3 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ จุดหมายปลายทางที่ครบครัน ในทุกสิ่งสำหรับทุกไลฟ์สไตล์ บนพื้นที่ 300 ตารางเมตร El Gaucho Argentinian Steakhouse พร้อมเสิร์ฟเหล่า Meat Lover ด้วยเมนูสเต็กจากเนื้อระดับพรีเมียม ปลุกปุ่มรับรสให้ตื่นตัวด้วยเครื่องดื่มก่อนมื้ออาหาร ปล่อยให้เนื้อรสเลิศค่อยๆ ละลายในปาก พร้อมเพิ่มอรรถรสให้กับมื้อพิเศษด้วยไวน์หลากชนิดที่มีให้เลือกตามความชอบ ภายใต้บรรยากาศสุดชิลล์กับที่นั่งทั้งในบรรยากาศเปิดโล่งและในห้องส่วนตัวที่เปิดรับทิวทัศน์ด้านนอก สำหรับ El Gaucho Argentinian Steakhouse แล้ว อาหารเปรียบเสมือนเสน่ห์แห่งความหลงใหล ทางร้านมีเป้าหมายที่จะปักหมุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ภายใต้คอนเซ็ปต์ของการเป็นสเต็กเฮาส์ร่วมสมัย El Gaucho Argentinian Steakhouse ถือกำเนิดขึ้นในปีค.ศ. 2011 ก่อนจะเติบโตมีสาขาเพิ่มจำนวนมากขึ้นเรื่อยๆ จากไซ่ง่อน สู่ฮานอย จากกรุงเทพฯ สู่เกาะสมุย จนปัจจุบัน El Gaucho Argentinian Steakhouse มีสาขาทั้งสิ้น 8 แห่ง ทุกแห่งยังคงรักษามาตรฐานไว้อย่างเหนียวแน่น โดยเลือกใช้เฉพาะเนื้อวัวจากฟาร์มที่ผ่านการคัดสรร ทั้งจากรัฐวิกตอเรีย และรัฐนิวเซาธ์เวลส์ ประเทศออสเตรเลีย รวมทั้งจากฟาร์มในสหรัฐอเมริกา เพื่อนำเสิร์ฟความหอมนุ่มของเนื้อชั้นเลิศและรสชาติกลมกล่อมตามแบบต้นตำรับที่จะไม่สร้างความผิดหวัง
ห่านท่าดินแดง
ห่านท่าดินแดง

12. ห่านท่าดินแดง

ด้วยสโลแกนประจำร้านที่ว่า “ไม่ดี ไม่ทำ ไม่อร่อย ไม่ขาย” ยึดมั่นไว้ไม่เคยเปลี่ยน ทำให้เอกลักษณ์ความอร่อยของ “ห่านท่าดินแดง” ไม่เคยทำให้ลูกค้าผิดหวัง แม้จะส่งต่อสูตรลับในตำนานมาถึง 4 รุ่นแล้วก็ตาม รสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ที่มัดใจนักชิมมาช้านาน คือ น้ำพะโล้รสกลมกล่อม ที่นอกจากจะใช้สมุนไพรและเครื่องเทศที่นำเข้าจากแหล่งที่ดีที่สุดของจีนกว่า 20 ชนิด มาต้มเป็นน้ำพะโล้แล้ว สูตรลับต้นตำรับตระกูลฉั่ว ยังมีการสืบทอดรสชาติความอร่อยด้วยการเก็บน้ำพะโล้เพื่อใช้เป็นหัวเชื้อไว้ในการต้มทุกครั้ง ตั้งแต่วันแรกจนถึงปัจจุบัน เพื่อให้ได้รสชาติที่หอม เข้มข้น กลมกล่อม จนยากจะเลียนแบบ ซิกเนเจอร์เมนูที่มาแล้วไม่สั่งก็เหมือนมาไม่ถึง ต้องยกให้เมนูห่านพะโล้ (235 / 455 / 900 บาท) สำหรับใครที่ชอบแบบมีมันแทรก แนะนำส่วนน่องและสะโพก แต่ถ้าชอบมันน้อย แนะนำส่วนหน้าอก สไลซ์เป็นชิ้นพอดีคำ ราดด้วยน้ำพะโล้สูตรพิเศษ แค่กินกับข้าวสวยร้อนๆ ก็ฟินแล้ว ถ้ายังไม่จุใจ แนะนำอีกเมนูน่าลอง คือขาห่านอบบะหมี่ (320 บาท) ทีเด็ดอยู่ที่ขาห่านที่ตุ๋นจนเปื่อยนุ่มด้วยเครื่องพะโล้และสมุนไพรจีนต่างๆ หลายสิบชนิด อบพร้อมเส้นบะหมี่ไข่สดสูตรโฮมเมดที่เหนียวนุ่ม ลิ้มลองเมนูห่านแล้ว อย่าพลาดเมนูแนะนำอย่างเป็ดย่างหนังกรอบสูตรพิเศษ (265 / 520 บาท) เสิร์ฟพร้อมน้ำซอสราดเป็ดและขิงดอง เสริมทัพด้วยเมนูยอดฮิตอย่างไส้แก้วราดด้วยน้ำพะโล้ (100 บาท) รับรองได้ชิมแล้วต้องติดใจ ปิดท้ายด้วยเกี่ยมฉ่ายยำ (50 บาท) เมนูธรรมดาแต่รสชาติตรึงใจด้วยเท็กซ์เจอร์ของขิงป่นและรสชาติของน้ำมันงา
THAI STREET FOOD BY ASIAN CORNER
THAI STREET FOOD BY ASIAN CORNER

13. THAI STREET FOOD BY ASIAN CORNER

หนึ่งในร้านอาหารที่แฟนคลับ คิง เพาเวอร์ คุ้นเคยเป็นอย่างดี คงหนีไม่พ้นร้าน “Thai Street Food by Asian Corner” เพราะอยู่คู่กับนักเดินทางมาเป็นเวลานาน ชูเอกลักษณ์ด้วยอาหารไทยรสเลิศและหลากหลายเมนูอาหารสไตล์เอเชียที่หลายคนคุ้นเคยและตกหลุมรักในรสชาติความอร่อย สำหรับเมนูไฮไลต์ที่เป็นซิกเนเจอร์ของทางร้าน ยังยกขบวนมาให้อิ่มอร่อยกันเช่นเคย เพิ่มเติมคือ ลูกเล่นของไข่กรอบ ที่เหนือกว่าไข่ดาวธรรมดา ด้วยกรรมวิธีการทอดที่ทำให้ดูแปลกตา กรอบนอกนุ่มใน แถมข้างในยังเป็นยางมะตูมเยิ้มๆ เมนูแนะนำคือ ข้าวผัดกะเพราเนื้อวากิวไข่กรอบ (230 บาท) หรือจะเปลี่ยนเป็นปลาแซลมอน (220 บาท) หมูดำ (190 บาท) หรือกุ้ง (190 บาท) ก็ได้ แล้วแต่ความชอบ ส่วนใครที่พอมีเวลา อยากจัดเต็มสักมื้อ แนะนำต้มยำซีฟู้ด (190 บาท) หรือจะเป็นต้มยำไก่บ้าน (160 บาท) ก็น่าลอง รสชาติกลมกล่อมถูกปากคนไทย เสริมทัพด้วยทอดมันกุ้ง (150 บาท) ผัดผักบุ้งไฟแดง (140 บาท) และหมูสะเต๊ะ (120 บาท) นอกจากเมนูอาหารไทย ยังมีอาหารเอเชียให้เลือกอีกมากมาย จานเด็ดที่เป็นเมนูในตำนานของที่นี่ คือ ราเมนต้มยำกุ้ง (190 บาท) เสิร์ฟพร้อมไข่ยางมะตูม รสจัดจ้านพอดีๆ มาพร้อมสารพัดเมนูสไตล์ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นข้าวหน้าปลาแซลมอน (260 บาท) ที่หั่นชิ้นพอดีคำ โรยหน้าด้วยไข่ปลา เสิร์ฟพร้อมขิงและวาซาบิเพิ่มรสชาติความเผ็ดร้อนตัดเลี่ยน หรือจะเป็นเมนูสเต็กนานาชนิด ซูชิ ซาชิมิ มากิ และสลัดชวนชิม
กุ้งเผาอยุธยา
กุ้งเผาอยุธยา

14. กุ้งเผาอยุธยา

คิดถึงกุ้งเผาที่มีมันกุ้งเยิ้มๆ ขึ้นมาเมื่อไหร่ หลายคนต้องนึกถึงกุ้งเผาจากอยุธยา เพราะฉะนั้นในฐานะลูกหลานชาวอยุธยา ป้อง–ณวัฒน์ กุลรัตนรักษ์ นักแสดงหนุ่มที่ชื่นชอบเมนูกุ้งเผาเป็นชีวิตจิตใจ เลยถือโอกาสลงขันกับเพื่อนขอนำเสนอความอร่อยตามแบบฉบับดั้งเดิมให้ชาวไทยและชาวต่างชาติได้ลิ้มลอง ทีเด็ดของกุ้งเผาที่นี่ อยู่ที่ขนาดกุ้งแม่น้ำตัวโตที่คัดมาเฉพาะไซส์ L (ตัวละ 680 บาท) กับ XL (ตัวละ 980 บาท) เท่านั้น นำมาผ่าและเผาจนเห็นมันกุ้งเยิ้มๆ ค่อยๆ เอ่อล้นตัวกุ้ง มันกุ้งสีส้มตัดกับเนื้อกุ้งสีขาวอมชมพู เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มซีฟู้ดรสเด็ดสูตรลับเฉพาะจากคุณแม่ของป้องที่ไม่เคยเปิดเผยที่ไหนมาก่อน นอกจากนี้ยังยกระดับความอร่อยด้วยสารพัดเมนูชวนน้ำลายสอ ไม่ว่าจะเป็นกุ้งอบวุ้นเส้น ที่มีกุ้งก้ามกรามตัวโตเป็นพระเอก เสิร์ฟมาในหม้อดิน หรือต้มยำกุ้ง รสจัดจ้าน ที่เสิร์ฟด้วยกุ้งก้ามกรามตัวโตเช่นกัน หรือจะเป็นกุ้งซอสมันกุ้งเสวย ที่นำกุ้งก้ามกรามตัวโตไปผัดกับซอสมันกุ้งซึ่งเคี่ยวนานถึง 3 ชั่วโมงจนเข้าเนื้อ ได้รสชาติเข้มข้น แล้วจึงนำมาผัดกับกุ้ง แค่รับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ก็อร่อยแบบไม่ต้องมีคำบรรยายต่อท้าย เต็มอิ่มกับเมนูกุ้งแล้ว มาต่อที่เมนูซีฟู้ดอื่นๆ ที่พร้อมยั่วน้ำลายไม่เลิก ซิกเนเจอร์เมนูที่ห้ามพลาดต้องยกให้หอยเชลล์ญี่ปุ่นย่างเนยกระเทียม เสิร์ฟกับน้ำจิ้มซีฟู้ดแสนเข้ากัน ปิดท้ายด้วยข้าวผัดปู (189 บาท) ที่ได้ชิมแล้วต้องติดใจ ด้วยรสชาติของข้าวผัดที่ลงตัวกับเนื้อปูก้อนโตที่คัดเฉพาะเนื้อส่วนก้ามปูมาใช้ผัดกับข้าว แล้วเลือกเฉพาะเนื้อจากส่วนกรรเชียงปูมาท็อปด้านบน ตักเข้าปากเพลินๆ หมดจานไม่รู้ตัว
ข้าวขาหมูจุฬา สามย่าน
ข้าวขาหมูจุฬา สามย่าน

15. ข้าวขาหมูจุฬา สามย่าน

ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ ใครได้ชิมเป็นต้องติดใจ ทำให้ชื่อของ “ข้าวขาหมูจุฬา สามย่าน” ยืนหยัดมาอย่างยาวนานถึง 30 ปี จุดเริ่มต้นของตำนานความอร่อยเริ่มต้นจากพี่ชายเจ้าของร้านมีอาชีพส่งขาหมูเผาให้ร้านขาหมูชื่อดังที่เป็นตำนานของเมืองไทยมากมาย วันหนึ่งเกิดมีความคิดอยากจะพัฒนาสูตรขาหมูของตัวเอง จึงนำประสบการณ์และความรู้ที่ได้จากการชิมขาหมูเจ้าอร่อย มาพัฒนาเป็นสูตรของตัวเองที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว สูตรลับความอร่อยของขาหมูจุฬา สามย่าน เริ่มตั้งแต่กรรมวิธีการเผาขาหมูให้เหลืองก่อนนำไปตุ๋นในน้ำพะโล้อีก 3-4 ชั่วโมง จากนั้นปิดไฟ ทิ้งไว้ข้ามคืน เพื่อให้รสชาติของน้ำพะโล้ซึมเข้าเนื้อ แถมได้รสสัมผัสที่นุ่มละมุนละลายในปาก หนึ่งในความต่างที่ถือเป็นความพิเศษของขาหมูร้านนี้ คือ จะไม่นำขึ้นมาวางโชว์บนตะแกรงเหมือนร้านทั่วไป แต่จะแช่ขาหมูอยู่ในน้ำพะโล้ตลอดเวลา เพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อมเข้าเนื้อ จุดเด่นของน้ำพะโล้ที่นี่ คือ ไม่หนักเครื่องยาจีนจนเกินไป แค่พอได้กลิ่นหอมๆ ก็ลงตัวแล้ว โดยลูกค้าสามารถเลือกได้ว่าจะรับประทานข้าวขาหมู (60 บาท) หรือข้าวคากิ (60 บาท) หรือจะให้เพิ่มความอร่อยด้วยไข่ หรือไส้หมูกรุบกรอบเคี้ยวเพลินก็ได้ สนนราคาก็สูงขึ้นมาอีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น สำหรับไส้หมูของร้านนี้ผ่านการทำความสะอาดอย่างพิถีพิถัน ลวกด้วยน้ำร้อนก่อนจะใส่ลงไปต้มกับขาหมู เพื่อให้ได้รสชาติกลมกล่อมของน้ำพะโล้ ทุกเมนูเสิร์ฟพร้อมผักกาดดองช่วยแก้เลี่ยน ส่วนใครที่มาเป็นครอบครัว เพื่อความจุใจ จะสั่งขาหมูเปล่าๆ (220 บาท) หรือขาหมูทั้งขา (550 บาท) หรือจะสั่งคากิทั้งขา (80 บาท) มารับประทานคู่กับข้าวสวยร้อนๆ ทางร้านก็มีบริการเช่นกัน
ลูกชิ้นปลาบรรทัดทอง
ลูกชิ้นปลาบรรทัดทอง

16. ลูกชิ้นปลาบรรทัดทอง

ร้านก๋วยเตี๋ยวสูตรดั้งเดิม “ลูกชิ้นปลาบรรทัดทอง” เริ่มสร้างตำนานความอร่อยจากร้านก๋วยเตี๋ยวลูกชิ้นปลาแบบรถเข็นเล็กๆ ในตรอกถั่วงอกย่านเยาวราช เมื่อ 70 ปีก่อน จนกลายมาเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวเก่าแก่ จุดเด่นอยู่ที่ลูกชิ้นปลาที่ใครได้ชิมล้วนติดใจต้องมาซ้ำ ด้วยคุณภาพของลูกชิ้นปลาสดที่ทางร้านทำเองทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นลูกชิ้นปลา ลูกชิ้นทรงเครื่อง ฮือก้วยทอด ฮือก้วยขาวทรงเครื่อง และเส้นปลาสายฝน ทำจากเนื้อปลาคุณภาพ 100% มั่นใจไร้แป้งไร้สารเจือปน นอกจากนี้ยังเสริมทัพความอร่อยด้วยเครื่องเคียงอย่างเกี๊ยวกรอบหมูเด้ง รสชาติเป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใครและไม่มีใครเหมือน ด้วยไส้ที่ทำจากหมูเด้งคลุกน้ำมันงาจนหอม อีกเมนูที่พลาดไม่ได้ คือหนังปลาทอด ที่ทำเองตั้งแต่การเลือกหนังปลาจากปลาทะเล อย่างปลาดาบและปลาหางเหลือง นำมาคลุกเคล้ากับเกลือ จากนั้นนำไปตากแห้ง แล้วค่อยนำมาคลุกกับเครื่องเทศและสมุนไพรสูตรเฉพาะของทางร้าน เสร็จแล้วนำมาทอดจนเหลืองกรอบ เข้ากันได้ดีสุดๆ กับหลากหลายเมนูก๋วยเตี๋ยวน้ำและแห้ง สำหรับเมนูก๋วยเตี๋ยวของที่นี่ มีให้เลือกครบทั้งก๋วยเตี๋ยวน้ำ แห้ง ต้มยำรสเด็ด และเย็นตาโฟ แต่เมนูที่อยากให้ลอง คือ บะหมี่เป๊าะ หรือบะหมี่เส้นใหญ่กว่าปกติ ซึ่งทางร้านสั่งทำเป็นพิเศษ โดยให้ใส่ไข่มากขึ้นเพื่อให้ได้เท็กซ์เจอร์และความอร่อยที่ไม่เหมือนใคร สมกับเป็นร้านก๋วยเตี๋ยวในตำนานที่สืบทอดความอร่อยมาถึง 4 รุ่น จุใจกับเมนูเส้นก๋วยเตี๋ยวแล้ว จะลองสั่งเมนูลูกชิ้นปลาลวกรวมมิตร ลูกชิ้นกุ้งทอด หนังปลาทอด และเกี๊ยวทอดมากินเล่นก็ได้เช่นกัน
ก๋วยจั๊บฮ่องเต้
ก๋วยจั๊บฮ่องเต้

17. ก๋วยจั๊บฮ่องเต้

ใครที่ยังติดใจในรสชาติของก๋วยจั๊บสีลมอันเลื่องชื่อ ลองเปิดใจรับ “ก๋วยจั๊บฮ่องเต้” ไว้ในอ้อมแขนอีกสักร้าน เพราะเป็นร้านที่ลูกชายของเจ้าของร้านก๋วยจั๊บสีลมในตำนาน ตั้งใจปลุกปั้นมากับมือ โดยอาศัยวิชาความรู้ในการต้มน้ำซุปให้กลมกล่อม บ่มเพาะความใส่ใจในการเตรียมวัตถุดิบให้ได้คุณภาพมายาวนานถึง 15 ปี จึงตัดสินใจออกมาขยายอาณาจักรความอร่อยของตัวเอง หัวใจสำคัญของก๋วยจั๊บที่ทำให้เพียงแค่คำแรกก็มัดใจลูกค้าได้อยู่หมัด คือ ความกลมกล่อมของน้ำซุป ซึ่งก๋วยจั๊บฮ่องเต้มีสูตรลับเฉพาะที่ได้รับการถ่ายทอดจากคุณแม่ ขณะที่พระเอกของเมนูก๋วยจั๊บอย่างเครื่องใน ก็ต้องพิถีพิถันตั้งแต่การล้างทำความสะอาด และการลวกให้ได้ที่ ส่วนหมูกรอบ ต้องทอดอย่างมีฝีมือ เพื่อให้หนังพองกรอบ แต่เนื้อด้านในไม่แข็งกระด้าง เค็มพอดีๆ เคล็ดไม่ลับในการทอดให้หนังพองกรอบ คือ หลังจากนำหมูสามชั้นไปต้มเรียบร้อยแล้ว ให้ทาเกลือ และใช้น้ำส้มสายชูทาบริเวณหนัง จากนั้นใช้ส้อมจิ้มตรงหนังให้ทั่ว ก่อนนำไปทอด อีกหนึ่งตัวชูโรงในทุกเมนูของที่นี่ คือ เต้าหู้กรอบ โดยปกติร้านก๋วยจั๊บทั่วไปจะใช้เต้าหู้นิ่ม แต่ก๋วยจั๊บฮ่องเต้สร้างความแปลกใหม่ด้วยการนำเต้าหู้ไปทอดจนกรอบนอกนุ่มใน เพื่อมอบเท็กซ์เจอร์ที่แตกต่าง แต่เข้ากันได้ดีกับก๋วยจั๊บ พร้อมเสิร์ฟทั้งน้ำข้นและน้ำใส มีเส้นให้เลือกหลากหลาย ทั้งเส้นเล็ก เส้นหมี่ และเส้นก๋วยจั๊บที่ขึ้นชื่อว่าเหนียวนุ่ม รวมทั้งยังมีเมนูเกาเหลาก๋วยจั๊บ และเกาเหลาเลือดหมู มาเสริมทัพ สั่งคู่กับข้าวสวยร้อนๆ อิ่มอร่อยเหนือคำบรรยาย สนนราคาของแต่ละเมนูนั้นก็ไม่แพงเลย อยู่ในระหว่าง 60-80 บาท เรียกว่าทั้งอร่อยและคุ้มจริงๆ
รองเมืองเกาเหลา
รองเมืองเกาเหลา

18. รองเมืองเกาเหลา

สำหรับคนชอบรับประทานเนื้อ ร้านนี้ถือเป็นหนึ่งในลิสต์ที่ต้องมาเยือน “รองเมืองเกาเหลา” เริ่มต้นสร้างตำนานความอร่อยมาตั้งแต่รุ่นอากง สืบทอดกันมาถึงรุ่นที่ 3 แล้ว ก่อนจะมาเป็นร้านดังที่ใครได้ชิมเป็นต้องติดใจ เริ่มแรกเป็นเพียงหาบเร่ขายอยู่แถวสี่เสาเทเวศน์ จากนั้นจึงค่อยขยับขยายมาขึ้นห้องแถวย่านรองเมือง เลื่องชื่อด้วยรสชาติของน้ำซุปที่ไม่เป็นรองใคร บวกกับเนื้อตุ๋นที่คัดคุณภาพอย่างดี ซิกเนเจอร์ของเจ้าตำรับเกาเหลาเนื้อตุ๋นที่มีความเก่าแก่เกือบ 70 ปี คือ น้ำซุปสูตรเครื่องยาจีนหวานหอมเข้มข้น ที่อากงเป็นผู้คิดค้นขึ้นเอง กลมกล่อมลงตัวด้วยการผสมผสานระหว่างเครื่องยาจีนที่ไม่จัดมาก ให้กลิ่นหอมละมุน เคี่ยวกับเนื้อ ทำให้มีรสหวาน ชิมแล้วอร่อยโดยไม่ต้องปรุง ควงคู่มากับอีกหนึ่งทีเด็ดของทางร้าน คือ เนื้อตุ๋น ซึ่งคัดคุณภาพอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นเนื้อติดมัน เนื้อน่อง หรือเนื้อลาย นำมาตุ๋นอย่างพิถีพิถันเพื่อให้ได้เนื้อที่เปื่อยนุ่มกำลังพอดี มาถึงร้านรองเมืองเกาเหลา จะสั่งเกาเหลามารับประทานกับข้าวสวยร้อนๆ ก็ได้ หรือจะเลือกอิ่มอร่อยกับเมนูเส้นก๋วยเตี๋ยวก็น่าสนใจ มีให้เลือกตามขนาดของเนื้อที่หมายตา ตั้งแต่เล็ก (75 บาท) กลาง (120 บาท) ใหญ่ (200 บาท) ไปจนถึงพรีเมียม (350 บาท) ซึ่งทางร้านใช้เนื้อโคขุนมาตุ๋นจนหอมยั่วน้ำลาย ชวนให้อดใจไว้ไม่อยู่เลยทีเดียว และเพื่อให้ได้สัมผัสกับรสชาติในตำนานอย่างแท้จริง เจ้าของร้านแนะนำว่า ให้ชิมก่อนปรุง หรือถ้าให้ดี แนะนำให้ตักพริกน้ำส้มแยกออกมาไว้จิ้มกับเนื้อ แทนที่จะปรุงลงไปในน้ำซุป
ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี
ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี

19. ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี

ต้นกำเนิดของก๋วยเตี๋ยวผัดที่คนไทยเรียกติดปากว่า “ผัดไทย” ถือกำเนิดตั้งแต่ยุคสงครามโลกครั้งที่ 2 ตามนโยบายของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีในสมัยนั้น ที่ต้องการสร้างคติชาตินิยมด้วยการสร้างสรรค์อาหารประจำชาติขึ้น โดยใช้เส้นก๋วยเตี๋ยวทดแทนข้าวสารที่มีราคาแพงและหายาก แนวคิดนี้เองได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี” ซึ่งสืบตำนานความอร่อยมาเกือบ 100 ปี จุดเด่นของทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี คือ รสชาติกลมกล่อมเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ ที่ปรุงอย่างพิถีพิถันจนแม้แต่จอมพล ป. พิบูลสงคราม ได้ชิมแล้ว ยังเอ่ยปากชมว่า “ผัดไทยประตูผีนี่แหละ คือรสชาติของผัดไทยที่แท้จริง” จากวันนั้นถึงวันนี้ ทิพย์สมัย ผัดไทยประตูผี ยังรักษามาตรฐานความอร่อยไว้ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ยังคงมีเมนูไฮไลต์อย่างผัดไทยเส้นจันท์มันกุ้ง กุ้งทะเลสด ห่อไข่ (119 บาท) ซึ่งใครจะเลือกเป็นแบบผัดไทยเส้นจันท์มันกุ้ง กุ้งทะเลสด ใส่ไข่ก็ได้ (119 บาท) นอกจากนี้ยังมีผัดไทยทรงเครื่อง ใส่เนื้อปู กุ้งทะเลสด ปลาหมึกบด และมะม่วงสับ (379 บาท) ที่สามารถเลือกได้ระหว่างวุ้นเส้นหรือเส้นจันท์ รวมทั้งผัดไทยเส้นจันท์ธรรมดา ใส่ไข่ (79 บาท) และผัดไทยเจ ใส่เห็ดหอม หรือมังสวิรัติ (79 บาท) ที่รับรองว่าความอร่อยไม่แพ้ใคร เพราะด้วยความพิเศษของเส้นจันท์ที่สั่งทำพิเศษ นอกจากจะเหนียวนุ่มแล้ว ด้วยกรรมวิธีการผลิต ยังทำให้ตัวเส้นจันท์มีรูพรุน สามารถดูดน้ำซอสที่ใช้ปรุงผัดไทยให้เข้าไปอยู่ในตัวเส้นจันท์ได้เป็นอย่างดี จุใจกับสารพัดเมนูผัดไทยแล้ว อย่าลืมลองน้ำส้มคั้นสด 100% ของดีขึ้นชื่อของทางร้าน ดื่มแล้วสดชื่นไม่ผิดหวัง
การิม โรตี มะตะบะ
การิม โรตี มะตะบะ

20. การิม โรตี มะตะบะ

หนึ่งในเจ้าของตำนานร้านอาหารอิสลามเก่าแก่แห่งย่านถนนพระอาทิตย์ ต้องยกให้ร้านนี้ จุดเริ่มต้นของร้าน “การิม โรตี มะตะบะ” เกิดจาก อับดุล การิม ชาวบังกลาเทศที่รอดชีวิตจากการเป็นเชลยสงครามในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาตัดสินใจสร้างชีวิตใหม่ในแผ่นดินไทยด้วยการนำฝีมือทำโรตีและมะตะบะที่ติดตัวมาเลี้ยงชีพ แรกเริ่มปักหลักอยู่ริมถนนท่าพระจันทร์ ด้วยรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์ของโรตีการิมที่ไม่หวานจัด ขณะที่มะตะบะก็ไม่ฉุนจนเกินไป ทำให้ใครที่ได้ชิมล้วนติดอกติดใจ โดยเฉพาะหลังจากการิมแต่งงาน และได้ภรรยาที่เป็นชาวไทยมุสลิมมาช่วยปรับรสชาติให้ถูกปากคนไทย ยิ่งสร้างชื่อจนโด่งดังมากขึ้น จากหาบเร่ขายโรตี มะตะบะในวันนั้น สู่ร้านโรตี มะตะบะ ซึ่งเรียกได้ว่าเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งของถนนพระอาทิตย์ไปแล้ว และในวันนี้ การิม โรตี มะตะบะ ก็ได้ขยายสาขามาอยู่ที่ชั้น 3 คิง เพาเวอร์ รางน้ำ อีกหนึ่งแห่ง แม้เวลาจะผ่านมาหลายสิบปี แต่รสชาติของโรตีและมะตะบะอันเป็นเอกลักษณ์ยังคงเหมือนเดิม เพิ่มเติมคือ กองทัพเมนูที่หลากหลาย จนเลือกแทบไม่ถูก แค่เฉพาะโรตีก็มีให้เลือกมากมาย ตั้งแต่โรตีเปล่า โรตีเนย นม โรตีชีส หรือจะเพิ่มกิมมิคด้วยกล้วย นูเทลล่าก็มี สนนราคาก็แตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับเครื่องที่ลูกค้าเลือกใส่ในโรตี ส่วนมะตะบะมีทั้งไก่ เนื้อ ปลา ทะเล มะตะบะผักหรือเจ (ทุกไส้ราคา 44 บาท) และพิเศษรวมทุกไส้ (99 บาท) เท่านั้นยังไม่พอ ยังมีสารพัดเมนูแกง ทั้งเขียวหวานไก่ (50 บาท) มัสมั่นไก่ (60 บาท) และแกงกะหรี่ไก่ (60 บาท) รับประทานคู่กับข้าวเหลือง (29 บาท) อร่อยอย่าบอกใคร เสริมทัพด้วยเมนูของกินเล่น อย่างสลัดแขก (55 บาท) ซุปไก่รสกลมกล่อมซดคล่องคอ (60 บาท) อีกเมนูที่ไม่อยากให้พลาดคือ ไก่ทันดูรี (40 บาท) ที่ปรับสูตรสไตล์อินเดียให้เข้ากับรสปากคนไทย นำไปหมักและย่างด้วยเตาถ่านจนหอมน่ากิน จับคู่กับข้าวเหลือง ลงตัวกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว
FARMFACTORY
FARMFACTORY

21. FARMFACTORY

แค่เดินผ่านหน้าร้านแล้วเห็นสลัดบาร์สีสันสดใสชวนมอง ก็เป็นแม่เหล็กชั้นดีที่ดึงดูดให้ตรงเข้าหาอย่างไม่ต้องสงสัย สำหรับใครที่เพิ่งรู้จัก “Farmfactory” นิยามสั้นๆ แต่ชัดเจนของร้านนี้คือ เป็นสลัดแนวใหม่ออกแบบมา เพื่อตอบโจทย์ชีวิตที่เร่งรีบของคนเมืองโดยเฉพาะ ด้วยแนวคิดเฮลตี้ฟาสต์ฟู้ด ทีเด็ดของสลัดจานด่วนเพื่อสุขภาพของที่นี่ ไม่ได้มีดีแค่หน้าตา แต่ยังใส่ใจตั้งแต่กระบวนการคัดเลือกวัตถุดิบเกรดพรีเมียมจากต่างประเทศ อย่างควินัว ซูเปอร์ฟู้ดคุณประโยชน์ล้นตัว จนได้ชื่อว่าเป็นราชาแห่งธัญพืช ทางร้านนำเข้าจากเปรู ผสานกับการใช้พืชผักสดและผลไม้บางส่วนจากโครงการหลวง นำมาสร้างสรรค์เป็นเมนูสุขภาพที่ดูดีตั้งแต่หน้าตาไปจนถึงรสชาติ สำหรับสาขาน้องใหม่แห่งนี้ มาพร้อม 6 เมนูคุณภาพให้ลูกค้าได้เลือกเติมเต็มสิ่งดีๆ ให้ร่างกาย ซิกเนเจอร์ที่แนะนำคือ Magic Bowl (165 บาท) อุดมไปด้วยคุณประโยชน์จากสไปซี่ควินัว มะกอกดำ หอมแดง พริกหวาน อัลมอนด์สไลซ์ ขนมปังอบกระเทียม เนื้อไก่ย่าง มะเขือเทศอบแห้ง วัตถุดิบหายากที่ส่วนใหญ่จะมีให้รับประทานเฉพาะตามโรงแรม 4 ดาวขึ้นไป ราดด้วยน้ำสลัดฮอลลีวู้ดอิตาเลียนสูตรเฉพาะที่ทางร้านพัฒนาขึ้นเอง อิ่มท้องกับเมนูเฮลตี้แล้ว อย่ามองข้ามเมนูเครื่องดื่ม อีกหนึ่งไฮไลต์ของที่นี่ ซึ่งตั้งชื่อตามคุณประโยชน์ เช่น Deep Detox, Energize, Superboosts (ทุกรายการราคาแก้วละ 129 บาท) แต่ที่แนะนำคือ Forever Young (129 บาท) เป็นการรวมตัวของเสาวรส สับปะรด และแอ็ปเปิ้ล ดื่มแล้วชื่นใจ เพราะด้วยกรรมวิธีการทำที่ไม่ผ่านความร้อน ทำให้คุณประโยชน์อยู่ครบถ้วน หวานธรรมชาติ ไม่ต้องเติมไซรัป
DIM SUM BISTRO BY CHEF POM
DIM SUM BISTRO BY CHEF POM

22. DIM SUM BISTRO BY CHEF POM

ปกติถ้านึกอยากชิมติ่มซำฝีมือเชฟกระทะเหล็ก อย่างเชฟป้อม–ธนรักษ์ ชูโต อาจต้องโทรจองล่วงหน้าอย่างน้อย 1 วัน แต่สำหรับที่สาขาน้องใหม่แห่งนี้ ไม่ต้องโทรจองให้เสียเวลาอีกต่อไป เพราะมาในคอนเซ็ปต์ “ติ่มซำ บิสโทร บาย เชฟป้อม” เน้นบรรยากาศนั่งสบาย สั่งอาหารจานด่วน มาไว เคลมไว สำหรับเมนูที่เชฟป้อมคัดสรรมาเสิร์ฟความอร่อย นำทัพมาโดยเมนูติ่มซำอันเลื่องชื่อ อย่างขนมจีบจักรพรรดิ (ลูกละ 34 บาท) ลงตัวด้วยส่วนผสมของหมูและกุ้ง โรยหน้าด้วยไข่กุ้ง และที่ขาดไม่ได้คือ ซาลาเปาทุเรียน (ลูกละ 45 บาท) ไส้พิเศษที่เชื่อว่าใครได้ชิมต้องตกหลุมรักแป้งเนื้อนุ่มเนียนสอดไส้ทุเรียนไหลเยิ้มน่ารับประทาน กระตุ้นน้ำย่อยให้ทำงานแล้ว ถึงเวลาจัดเต็ม เชฟป้อมแนะนำให้ลองเมนูข้าวเหนียวห่อใบบัว (95 บาท) อารมณ์คล้ายๆ บะจ่างที่หลายคนคุ้นเคย แต่เวอร์ชั่นนี้เปลี่ยนมาใช้ข้าวเหนียวใส่เผือก เห็ด และถั่ว ห่อด้วยใบบัวแล้วนำมานึ่ง รสสัมผัสที่ได้จะนุ่มเนียนกว่าบะจ่างทั่วไป อีกเมนูที่ท้าให้ลองคือ ขนมผักกาดซอสเอ็กซ์โอ (175 บาท) ที่เพิ่มกิมมิคให้กับขนมผักกาดได้อย่างน่าสนใจ คือจากเดิมที่จะนำไปนึ่ง เชฟเลือกนำไปทอด และเพิ่มรสชาติด้วยซอสเอ็กซ์โอ ซอสสามัญประจำครัวจีน นอกจากนี้ ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้อาหารจีน ต้องไม่พลาดหมุ่ยชอยเคาหยกกับหมั่นโถว (220 บาท) เมนูชวนห้ามใจไว้ไม่อยู่ ต้องยอมให้น้ำหนักขึ้น ความน่าสนใจอยู่ที่กรรมวิธีการปรุง เชฟนำหมูสามชั้นไปหมักกับซีอิ๊วก่อน แล้วจึงนำไปนึ่งโดยมีผักกาดหมักเค็มหรือที่นิยมเรียกกันว่า “ผักเน่า” โปะไว้ด้านบนนานถึง 6 ชั่วโมง เพื่อให้รสชาติจากผักซึมเข้าไปอยู่ในเนื้อหมู เสิร์ฟพร้อมหมั่นโถวเนื้อนุ่ม รสชาติเข้ากันเหนือคำบรรยาย
เอี๊ยงออเฮ่าชือ
เอี๊ยงออเฮ่าชือ

23. เอี๊ยงออเฮ่าชือ

ใครที่เป็นแฟนร้านของหวานเจ้าดังจากเยาวราช ที่สร้างตำนานความอร่อยไม่เป็นสองรองใครมาตั้งแต่ปีพ.ศ. 2525 จากนี้ไม่ต้องฝ่ารถติดไปถึงเยาวราชอีกต่อไป เพราะ “เอี๊ยงออเฮ่าชือ” พร้อมแล้วที่จะยกความอร่อยระดับตำนานมาให้สาย (ขนม) หวานได้เปรมปรีดิ์กันถึงในเมือง ย้อนไปยุคบุกเบิก ก่อนที่จะมีเมนูให้เลือกละลานตา จนลูกค้าเกิดอาการรักพี่เสียดายน้องแบบนี้ เดิมทีเอี๊ยงออเฮ่าชือมีเพียงเมนูรังนกแปะก๊วย ซึ่งเป็นสูตรจากฮ่องกงที่ผ่านการปรับรสชาติให้กลายเป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน จนถูกปากคนไทย ผู้ใหญ่กินแล้วชอบ เด็กๆ กินแล้วเลิฟ โดยเฉพาะน้ำเชื่อมที่ใช้นั้น รสชาติไม่เหมือนใคร เพราะใช้น้ำผลไม้ตุ๋นกับเครื่องยาจีน จนได้กลิ่นหอมอันเป็นเอกลักษณ์และรสชาติไม่รู้ลืม ณ ปัจจุบัน นอกจากรังนกคุณภาพดีชิ้นโต ที่มีให้เลือก 4 แบบ ได้แก่ รังนกซูเปอร์พรีเมียม (500 บาท) รังนกพรีเมียม (300 บาท) รังนก (100 บาท) และรังนกไข่ (120 บาท) แล้ว ยังมีบัวลอยน้ำขิง (40 บาท) ที่รับประกันรสชาติเผ็ดร้อนเข้มข้น รวมถึงบัวลอยแปะก๊วยน้ำขิง (60 บาท) และบัวลอยนมสด (50 บาท) ให้เลือกด้วย แต่ถ้าอยากลองเมนูแปลกใหม่ แนะนำลูกลานนมสด (50 บาท) อีกหนึ่งวัตถุดิบหายากแต่คุณประโยชน์มากล้น โดยธรรมชาติของลูกลานจะออกลูกเมื่อต้นมีอายุ 50 ปี แถมออกลูกแล้วจะยืนต้นตาย หน้าตาของลูกลานคล้ายกับลูกชิด แต่มีขนาดเล็กกว่า รสชาติไม่แตกต่าง สามารถนำมาทำเป็นขนมได้ทั้งแบบลอยแก้ว (40 บาท) และนมสด นอกจากนี้ทางร้านยังมีเมนูแนะนำอีกมากมาย อาทิ เฉาก๊วยนมสด (30 บาท) ทับทิมกรอบ (30 บาท) เม็ดบัวถั่วแดง (40 บาท) สาคูแคนตาลูป (40 บาท) มันต้มขิง (30 บาท) แต่เมนูที่มาแล้วเจ้าของร้านท้าให้ลอง คือ เต้าฮวยผลไม้จีน (40 บาท) เย็นสดชื่น คล่องคอ
HOT FRIED BY THE EMERALD 1992
HOT FRIED BY THE EMERALD 1992

24. HOT FRIED BY THE EMERALD 1992

จากประสบการณ์กว่า 25 ปีของโรงแรมดิเอมเมอรัลด์ ที่รังสรรค์เมนูอร่อยทั้งอาหารคาว ของกินเล่น และขนมหวาน จนเป็นที่กล่าวขานมายาวนาน โดยเฉพาะเมนูของกินเล่น อย่างกล้วยทอด มันทอด เผือกทอด รวมทั้งกะลอจี๊ ซึ่งเป็นขนมโบราณ หารับประทานไม่ได้ง่ายๆ และไม่ว่าใครที่มีโอกาสได้ลิ้มลอง เป็นต้องติดใจทุกราย ล่าสุด ความอร่อยระดับตำนานนี้ พร้อมแล้วที่จะให้ทุกคนได้มาสัมผัส ณ สาขาใหม่ ในชื่อ “ฮอทฟรายด์ บาย ดิเอมเมอรัลด์ 1992” ซึ่งยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความอร่อยทุกประการ นำทีมมาโดยเมนูของกินเล่นสูตรเด็ดจากโรงแรมดิเอมเมอรัลด์ อย่างกะลอจี๊ (65 บาท) ขนมโบราณแสนอร่อยที่รสชาติไร้เทียมทาน ด้วยเท็กซ์เจอร์ของขนมที่กรอบนอกนุ่มใน ต่อให้วางทิ้งไว้จนหายร้อน ก็ยังอร่อย ทีเด็ดอยู่ที่แป้ง ซึ่งผสมจากแป้งหลากหลายชนิดเพื่อให้ได้รสสัมผัสที่ดีที่สุด เติมรสชาติด้วยเกลือ น้ำตาล งาขาว จากนั้นนำไปนวดจนได้ที่ แล้วจึงปั้นเป็นก้อนกลมๆ พอดีคำ นำไปต้มให้สุก จากนั้นนำไปทอด พักไว้สักครู่แล้วนำไปคลุกกับถั่ว งาขาว งาดำ น้ำตาล และเกลือที่ผสมไว้แล้ว เพียงแค่นี้ก็พร้อมเสิร์ฟ ส่วนเมนูอื่นๆ อย่างเผือกทอด มันทอด และกล้วยทอด (ทุกอย่าง 65 บาท) ถึงจะเป็นเมนูธรรมดาหาได้ตามท้องถนน แต่จะหาที่อร่อย กินเพลินหมดจานไม่รู้ตัว ไม่ง่ายเลย ทีเด็ดของที่นี่คือ นอกจากต้องทอดในน้ำมันที่ร้อนจัดแล้ว การเลือกวัตถุดิบมาใช้ก็สำคัญ ต้องเลือกที่คุณภาพดี โดยทางร้านจะเลือกใช้กล้วยน้ำว้าที่ไม่สุกจนเกินไป ใช้มันเทศและเผือกที่เนื้อซุย เพื่อให้ได้รสชาติที่ดีที่สุดเท่านั้น
ขนมครกประมวล มีศิลป์
ขนมครกประมวล มีศิลป์

25. ขนมครกประมวล มีศิลป์

พร้อมให้ชิมและท้าพิสูจน์กันแล้ว สำหรับ “ขนมครกประมวล มีศิลป์” เจ้าของตำนาน “ขนมครกร่อน” ที่สร้างชื่อเสียงมากว่า 37 ปี จนได้รับการขนานนามจากสื่อต่างๆ มากมายว่า เป็นขนมครกที่อร่อยที่สุดในโลก ไม่ชิมแล้วจะเสียใจ ความอร่อยที่บ่มเพาะจากความพิถีพิถันนี้ เริ่มตั้งแต่การเตรียมวัตถุดิบและการโม่แป้งด้วยโม่หิน โดยแป้งที่ใช้ตั้งแต่วันแรกจนถึงวันนี้ยังเป็นสูตรลับแบบโบราณ ผสมกับข้าวดิบ ข้าวสุก ปรุงรสด้วยเกลือและมะพร้าวที่ขูดเองกับมือ โดยเลือกใช้มะพร้าวจากอำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำมาปอกเปลือกเองทุกลูก เพื่อให้มั่นใจว่ามะพร้าวทุกลูกสด ใหม่ จากนั้นนำมาคั้นแยกเฉพาะส่วนของหัวกะทิไว้หยอดหน้าขนมครก ส่วนหางกะทินำไปผสมกับแป้ง นอกจากจะใช้วัตถุดิบที่ดีแล้ว เทคนิคในการทำก็สำคัญ ใครที่มาท้าพิสูจน์รสชาติความอร่อยแล้ว อย่าพลาดชมเทคนิคการร่อนแป้งออกจากเบ้าขนมครกของร้านนี้ที่ไม่เหมือนใคร ดูเพลินๆ อาจเหมือนเป็นลูกเล่นที่ทางร้านจัดให้ แต่ความจริงแล้วการร่อนแป้งที่เป็นเอกลักษณ์ บวกกับวัตถุดิบชั้นยอด ช่วยให้ขนมครกประมวล มีศิลป์ มีความแตกต่างจากที่อื่น ทั้งความหอม ตัวขนมครกที่กรอบนอกนุ่มใน และรสชาติที่เข้มข้น หวานมัน ตามต้นตำรับขนมครกแท้ๆ ขนมครกประมวล มีศิลป์ มีให้เลือก 5 หน้าด้วยกัน ได้แก่ ต้นหอม ฟักทอง ข้าวโพด เผือก และมะพร้าว ใน 1 ชุด มีทั้งหมด 7 คู่ ราคาชุดละ 50 บาท เรียกว่าอร่อยคุ้มค่ากับราคาและคุณภาพจริงๆ
ALL COCO
ALL COCO

26. ALL COCO

สวรรค์ของคนรักมะพร้าวมีอยู่จริงที่ “All Coco” แบรนด์คาเฟ่มะพร้าวสุดอินเทรนด์ ที่นึกถึงมะพร้าวเมื่อไหร่ ต้องนึกถึงที่นี่เป็นที่แรก ทีเด็ดอยู่ที่พระเอกของร้า อย่างมะพร้าวน้ำหอม ที่มั่นใจได้ว่าทั้งน้ำและเนื้อรสชาติอร่อยไม่ผิดหวัง โดยมะพร้าวน้ำหอมของร้านนี้คัดสรรมาจากสุดยอดแหล่งปลูกมะพร้าวอย่างสมุทรสาคร สมุทรสงคราม นครปฐม และราชบุรี ผ่านการควบคุมคุณภาพอย่างดีเพื่อให้ได้มะพร้าวน้ำหอมออร์แกนิกที่ไม่อ่อนหรือแก่จนเกินไป มาเต็มทั้งความหวาน สด และประโยชน์ตามธรรมชาติ ซิกเนเจอร์เมนูที่มาแล้วห้ามพลาด ต้องยกให้ Coco Snowflake (89 / 119 บาท) น้ำมะพร้าวน้ำหอมเกล็ดหิมะ ที่ใครได้ลิ้มลองเป็นต้องติดใจ มีให้เลือก 3 แบบ 3 สไตล์ คือ แบบ No Sugar, แบบ Extreme เพิ่มความหวานมัน และแบบ Charcoal เพิ่มกิมมิคด้วยถ่านกะลามะพร้าว ซึ่งปกติใช้ทำขนมเปียกปูนและกะละแม แต่ครั้งนี้มาในรูปแบบน้ำมะพร้าว เรียกความสดชื่น แล้วถ้ายังไหว แนะนำให้จัดซอฟต์ไอศกรีมมะพร้าวน้ำหอม (100 บาท) ซึ่งมาใน 3 แบบ 3 สไตล์ เช่นกัน ได้แก่ Original, Charcoal และ Mix หรือจะเลือกเป็นพุดดิ้งมะพร้าวน้ำหอม ก็น่าสนใจไม่แพ้กัน ส่วนเมนูไฮไลต์ที่ใครได้ชิมแล้วจะชอบใจไม่ลืม คือ Coco Trio (165 บาท) รวม 3 ความอร่อยไว้เป็นหนึ่งเดียว นำทีมโดยเฉาก๊วยเนื้อนุ่ม ตามด้วย Coco Snowflake แบบ Extreme และท็อปด้วยซอฟต์ไอศกรีมแบบ Mix แค่เห็นภาพก็อดใจแทบไม่อยู่ แต่สำหรับใครที่ไม่ใช่สาย (ของ) หวาน ไม่ต้องเสียใจ ทางร้านมีจำหน่ายทั้งน้ำมะพร้าวน้ำหอม 100% แบบขวด (69 / 129 บาท) มะพร้าวน้ำหอมแบบเป็นลูก (59 บาท) และแบบ Snowball (79 บาท) ผ่าครึ่งลูกให้เรียบร้อยพร้อมรับประทาน หรือถ้าชอบแบบเป็นสแน็ก เก็บไว้เคี้ยวเล่นหรือซื้อเป็นของฝาก จะเลือกเป็น Coco Meringue (65 บาท) ก็น่าสนใจไม่เบา
ละมัย หอยทอดเยาวราช
ละมัย หอยทอดเยาวราช

27. ละมัย หอยทอดเยาวราช

แฟนคลับ “ครัวพรละมัย” ร้านดังจากเยาวราช ได้เฮก็คราวนี้ จากปกติต้องอดใจรอจนเย็นย่ำพระอาทิตย์ตก ถึงได้ลิ้มรสของอร่อย แต่ตอนนี้ขยายความอร่อยมาอยู่ใน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ในชื่อ “ละมัย หอยทอดเยาวราช” เสิร์ฟให้อิ่มอร่อยกับหลากหลายเมนูตั้งแต่มื้อกลางวันถึงมื้อค่ำ ซิกเนเจอร์เมนูที่ห้ามพลาด ต้องยกให้เมนูหอยทอดเสิร์ฟมาในกระทะร้อน เพื่อคงรสชาติอันเป็นเอกลักษณ์และความกรอบของหอยทอดไว้ไม่ให้ตกหล่น เฉพาะเมนูหอยทอดก็มีให้เลือกทั้งหอยทอดนางรม (90 บาท) หรือจะเลือกเป็นทะเลทอด (90 บาท) ก็น่าสนใจ เสริมทัพด้วยออส่วนหอยนางรม (90 บาท) ซึ่งเท็กซ์เจอร์ความกรอบอาจจะลดดีกรีลง เพราะมาเป็นเวอร์ชั่นที่ทำให้กรอบนอกแต่นุ่มใน ทุกเมนูของทางร้านคัดสรรวัตถุดิบอย่างดี ตั้งแต่สูตรแป้งที่ไม่เหมือนใคร สืบทอดกันมายาวนานถึง 50 ปี ตั้งแต่รุ่นคุณพ่อ ส่วนหอยนางรมที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบตัวชูโรงของร้าน ตลอดจนวัตถุดิบอาหารทะเลอื่นๆ ก็คัดสรรจากแหล่งระดับคุณภาพในจังหวัดจันทบุรีและชลบุรี ซึ่งวางใจใช้บริการกันมาตั้งแต่รุ่นคุณพ่อเช่นกัน นอกจากเมนูหอยทอดและออส่วน อีกเมนูแนะนำคือ ราดหน้าภูเขาไฟ มีทั้งหมู (70 บาท) และทะเล (90 บาท) ให้เลือก เสิร์ฟในกระทะร้อนเช่นกัน ความน่าสนใจคือ ลูกเล่นที่บรรจงใส่มาในกระทะร้อน โดยจำลองว่าเส้นใหญ่ที่นำไปทอดจนกรอบนั้น เป็นตัวแทนของภูเขาไฟ ท็อปด้านบนด้วยไข่ดาว เป็นตัวแทนขอปล่องภูเขาไฟที่กำลังปะทุ ราดด้วยน้ำราดหน้าที่ปรุงรสอย่างดีบนกระทะร้อน ราดหน้าจะเดือดปุดๆ เปรียบเสมือนลาวาไหลออกมาไม่ขาดสาย เรียกว่าเป็นอีกหนึ่งเมนูที่ไอเดียชนะเลิศ รสชาติประทับใจ
ไทยสกาล่า หูฉลาม
ไทยสกาล่า หูฉลาม

28. ไทยสกาล่า หูฉลาม

หลายคนอาจคุ้นภาพของหูฉลามสกาล่าในรูปแบบภัตตาคารจีน ที่สร้างตำนานความอร่อยในไทยมากว่า 30 ปี แต่วันนี้ “ไทยสกาล่า หูฉลาม” มาในลุคใหม่ ด้วยบรรยากาศร้านชวนนั่งแบบสตรีตฟู้ด ไทยสกาล่า หูฉลาม เริ่มต้นจากครอบครัวนักธุรกิจจิวเวลรี่ ที่มักเลือกเมนูหูฉลามเพื่อต้อนรับแขกคนสำคัญที่บ้าน ด้วยรสชาติของน้ำซุปกลมกล่อม จึงทำให้มีหลายคนแนะนำให้เปิดร้านอาหารเอง จึงกลายเป็นที่มาของตำนานความอร่อยในนามภัตตาคารหูฉลามสกาล่า ย่านสยามสแควร์มาช้านาน จุดเด่นที่ทางร้านรักษาไว้ไม่เคยเปลี่ยน คือความตั้งใจและความมุ่งมั่นที่จะนำเสนออาหารที่สดใหม่ มีคุณภาพ และถูกสุขอนามัยแก่ลูกค้า โดยเฉพาะเมนูไฮไลต์อย่างหูฉลาม ซึ่งทางร้านคัดสรรหูฉลามจากแหล่งที่ดีที่สุดทั่วโลก คัดเฉพาะ 2 สายพันธุ์จากทั้งหมด 500 สายพันธุ์ที่ศึกษาแล้วว่ามีคอลลาเจนสูงที่สุด มาปรุงอย่างพิถีพิถันจนได้เมนูแสนอร่อยอย่างซุปหูฉลามเสิร์ฟในน้ำซุปที่เคี่ยวในสไตล์แต้จิ๋ว อีกเมนูน่าลอง คือ สกาล่าสเต็กหูฉลาม (1,000 / 1,500 / 2,000 / 3,000 บาท) เสิร์ฟมาคู่กับน้ำซุป เนื้อปู และเห็ดหอม สามารถรับประทานได้ 2 แบบ คือ นำส่วนผสมทั้งหมดใส่ลงไปในหม้อน้ำซุป หรือรับประทานรูปแบบเดียวกับสเต็ก แล้วค่อยตามด้วยน้ำซุปและเนื้อปู หรือจะลองเปลี่ยนบรรยากาศมาชิมสเต็กเป๋าฮื้อ (2,000 / 2,500 / 4,000 บาท) ก็น่าสนใจ รับรองไม่ผิดหวังเช่นกัน นอกจากเมนูหูฉลามซึ่งเป็นซิกเนเจอร์ของร้านแล้ว ยังมีอีกหลากหลายเมนูคุณภาพให้เลือกสรร อาทิ ผัดคะน้าเป๋าฮื้อน้ำมันหอย (1,000 / 1,500 / 3,000 บาท), บะหมี่อบขาเป็ดตุ๋น (299 บาท), กระเพาะปลาน้ำแดง (300 / 400 / 600 บาท), เป็ดปักกิ่ง (800 บาท) และ ไก่ทอดเปรี้ยวหวาน (200 / 300 / 450 บาท) เป็นต้น  

PHOTOGRAPHER: SUPACHAT VETCHAMALEENONT

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *